

คุณภาพไมโครโฟนระดับเรือธง: อัปเกรดมาใช้ไมค์ HyperClear Super Wideband ที่ให้เสียงพูดหนานุ่ม ชัดเจน และเป็นธรรมชาติที่สุดตัวหนึ่งในกลุ่มหูฟังไร้สาย สื่อสารในทีมหรือสตรีมเกมได้โดยแทบไม่ต้องพึ่งไมค์แยก
มิติเสียงเน้นย้ำเกม FPS: ไดรเวอร์ TriForce Titanium 50 มม. พร้อมพรีเซ็ตเสียง On-board จูนเฉพาะสำหรับเกมแข่งขัน แยกแยะทิศทางและจับเสียงฝีเท้าศัตรูได้อย่างแม่นยำ เด็ดขาด
ความสบายในการสวมใส่: ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบา ผสานฟองน้ำเมมโมรีโฟมระบายอากาศ FlowKnit นุ่มสบาย ไม่บีบขมับ และช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้างแบบ Passive ได้ดีเยี่ยม
การเชื่อมต่อและแบตเตอรี่อึดขั้นสุด: ใช้งานได้ยาวนานถึง 70 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมชาร์จเร็วผ่านพอร์ต Type-C และรองรับการเชื่อมต่อคู่ทั้ง HyperSpeed 2.4GHz ที่ค่าความหน่วงต่ำมาก รวมถึง Bluetooth 5.2
ข้อสังเกต: รุ่นปี 2023 นี้ตัดช่องเสียบสายสัญญาณแบบ 3.5 มม. ออก (ใช้งานไร้สายและสาย USB เท่านั้น) ก้านปรับระดับยังคงเป็นโครงลวดบางที่ต้องระวังแรงกดทับ และไม่มีไฟ RGB แต่หากเน้นเรื่องความแม่นยำของเสียงเกม คุณภาพไมค์ และความสบายในการใส่นานๆ ถือเป็นตัวเลือกระดับท็อปของสายแข่งขันอย่างแท้จริง